เจาะลึกข้อดี-ข้อเสีย การทำโฆษณา Google Smart Shopping vs. Standard Shopping Campaign

การทำการตลาดและการโฆษณาสมัยนี้ ผู้ลงโฆษณาอย่างเราๆ มักมีระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence) มาเป็นเครื่องมือช่วยในการทำโฆษณากันอย่างขาดมิได้ เพราะเจ้า Bot เหล่านี้สามารถช่วยเราวิเคราะห์ เจาะกลุ่มเป้าหมายที่ใช่ เลือกพื้นที่แสดงผลโฆษณา ให้เราอย่างแม่นยำและรวดเร็ว ช่วยให้เราประหยัดทั้งเวลา งบประมาณ และการทำ research ต่างๆ ไปได้เยอะเลยเมื่อเทียบกับการทำการตลาดในสมัยก่อน ซึ่งในบทความนี้จะชวนเพื่อนๆ มารู้จักกับหนึ่งในระบบปัญญาประดิษฐ์ของพี่ Google ที่ชื่อว่า ‘Smart Shopping Campaign’ ว่าคืออะไร และต่างจาก ‘Standard Shopping Campaign’ อย่างไร ไปดูกันเลย

H1: โฆษณา Google Standard Shopping Campaign คืออะไร

Google มีบริการช้อปปิ้งที่ช่วยให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าออนไลน์จากผู้ลงโฆษณาที่ทำการตลาดผลิตภัณฑ์ของตนบนกูเกิล หากคุณมีธุรกิจ โฆษณาประเภทนี้จะช่วยให้คุณสามารถโปรโมตผลิตภัณฑ์ของคุณไปยังผู้คนมากมายเมื่อพวกเขากำลังมองหาสินค้านั้นๆอยู่

Google Standard Shopping Campaign คือ โฆษณากูเกิ้ลชอปปิ้งแบบธรรมดาๆเลย ที่มีการเก็บเงินเมื่อมีคนคลิก (PPC) คุณจะเป็นผู้ควบคุมและตั้งค่าแคมเปญทั้งหมดด้วยตนเอง อาทิ กลุ่มเป้าหมาย งบประมาณ การเลือกสินค้าแต่ละชิ้นที่ต้องการโปรโมท และกลยุทธ์การเสนอราคาค่าคลิก (bidding strategy) เป็นต้น.

คุณต้องสร้างโฆษณาเอง อัปโหลดรายการสินค้าไปยังกูเกิ้ลเอง จากนั้นรอการอนุมัติ ถ้าหากคุณมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลสินค้า เช่น เปลี่ยนราคา คุณก็ต้องเข้าไปแก้ไขและยื่นขออนุมัติกับกูเกิ้ลอีกครั้งด้วย 

H2: โฆษณา Google Smart Shopping Campaign คืออะไร

ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตโดยอาศัยระบบอัตโนมัติแทบจะทุกเรื่องไปหมด คุณว่าจริงไหม อย่างเช่น เราต้องการเรียกรถแทกซี่…เราก็จองแกรปได้หนิ ถ้าเราอยากซื้อของ…ก็นั่งช้อปออนไลน์อยู่บ้านเลย ถ้าอยากโอนเงิน…ก็ไม่เห็นต้องเดินไปธนาคารแล้วนะ สามารถโอนผ่านมือถือ แล้วถ้าเราอยากทำโฆษณา….ทำไมไม่ใช้ระบบโฆษณาอัตโนมัติไปเลยล่ะ?

ในปี 2018 บริษัทกูเกิลมีการทำ Rebrand หรือแปลงโฉมตัวเองจากชื่อแบรนด์ Google Adwords มาเป็น Google Ads และนอกจากนั้นเขาปล่อยแคมเปญตัวใหม่ที่ชื่อว่า Smart Shopping Campaign ออกมาด้วย

Smart Shopping Campaign ก็คือ Automated version ของ Standard Shopping Campaign นั่นแหละ จุดมุ่งหมายหลักก็คือ เพื่อทำให้มันง่ายขึ้น มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยไม่ส่งผลกระทบกับงบประมาณอย่างมากจนเกินไป (ไม่ได้บอกว่ามันจะมีค่าใช้จ่ายถูกลงนะจ๊ะ…บอกว่าง่ายขึ้น ดีขึ้น และไม่ผลาญงบมากขึ้นจนเกินไป) 

พูดง่ายๆคือ Google ใช้ AI และเครื่องจักรเรียนรู้ (machine learning) เข้ามาช่วยปรับปรุงโฆษณาดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นนั่นเอง

 

H3: Smart Shopping Campaign ทำงานยังไง

กล่าวคือ มันเป็นเวอร์ชั่นที่ถูกพัฒนาแล้วจากเวอร์ชั่นแสตนดาร์ด ผู้ลงโฆษณาแทบไม่ต้องควบคุมและปรับแต่งดูแลแคมเปญเลย ทุกอย่างรวมถึงการตั้งราคาเสนอ (bidding) และการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (targeting) ระบบอัตโนมัติจะจัดการให้เราทั้งหมด เราแค่ต้องเตรียมชีทสินค้า รายละเอียดสินค้า และรูปภาพสินค้า ใส่ลงในชีทสินค้าตามขั้นตอนปกติ จากนั้นทาง Google จะประมวลจากรายละเอียดในชีทและแสดงโฆษณาอย่างสอดคล้องกับข้อมูลที่เราเตรียมให้ให้ได้มากที่สุดเอง

H4: ข้อดีของ Smart Shopping Campaign

  • ติดตั้งและเปิดใช้งานได้ง่าย และรวดเร็วเพียงไม่กี่คลิก
  • ไม่ได้จำเป็นต้องควบคุมดูแล และบำรุงรักษาแคมเปญ เมื่อเทียบกับแบบ Standard
  • Conversion Rate มักจะสูงเสมอ
  • โฆษณานี้สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ชมได้กว้างขวางกว่า เพราะสามารถแสดงผลได้บนหลากหลายเครือข่ายเลย

H5: ข้อเสียของ Smart Shopping Campaign

  • เรามีสิทธิ์ในการควบคุมแคมเปญได้น้อยมาก เช่น กำหนดกลุ่มเป้าหมายเองไม่ได้, เลือกพื้นที่แสดงผลเองไม่ได้ เป็นต้น
  • ไม่สามารถกีดกันกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ต้องการออกได้
  • ไม่สามารถกำหนดช่วงเวลาในการออนไลน์โฆษณาได้
  • ไม่สามารถปรับแต่ง กลยุทธ์การเสนอราคาค่าคลิกได้

H6: เลือกประเภทไหนดี ถึงจะเหมาะกับธุรกิจคุณ?

คำตอบของคำถามนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ รวมถึงงบประมาณของคุณด้วย เช่น งบประมาณนี้ คุณต้องการควบคุมกะเกณฑ์มันมากน้อยขนาดไหน คุณต้องการเน้นการทำ Remarketing มากไหม เป็นต้น การทำสมาร์ทแคมเปญจะง่ายในการตั้งค่าและมีประสิทธิภาพสูง แต่ข้อเสียคือเราต้องปล่อย AI ดำเนินการแทนเราทั้งหมด เราไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย ในขณะที่การทำแสตนดาร์ทแคมเปญ จะมีความซับซ้อน หลายขั้นตอนในการตั้งค่ามากกว่า และต้องคอยควบคุมดูแลแคมเปญ แต่ก็สามารถควบคุมได้โดยอิสระเลยเช่นกัน.

หากคุณไม่แน่ใจว่าควรเลือกทำโฆษณาประเภทใดจึงจะเหมาะกับธุรกิจ? ติดต่อทีมงานของเรา ยินดีให้คำปรึกษาฟรี